-

-

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อลูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อลูก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคาร

ความต้องการสารอาหารของเด็ก




mom2hero.คุณแม่คนเก่ง
กับอาหารเพื่อลูก "ความต้องการสารอาหารของเด็ก" เซลล์สมองเติบโตเร็วที่สุดในระยะ 3 เดือนแรกก่อนคลอดและ 6-8 เดือนหลังคลอด การขาดสารอาหารไม่พอทำให้การเจริญเติบโตของสมองชะงัก สมองมีขนาดเล็กกว่าปกติ สติปัญญาจึงด้อยลงไป การเจริญเติบโตของร่างกายช้าด้วย




ความต้องการสารอาหารของเด็ก

  • พลังงาน
ทารกต้องการพลังงานวันละ 110-220 แคลอรี (มากขึ้นตามอายุ) ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ในน้ำนมมารดาจะมีพลังงานอยู่ 68 แคลอรีต่อปริมาณน้ำนม 100ซี.ซี. ดังนั้นถ้าทารกหนัก 9 กิโลกรัมจะต้องการพลังงาน 1,800 แคลอรี ซึ่งต้องดื่มนมมารดาวันละเกือบ 2,600 ซี.ซี

พลังงานนั้นก็ได้มาจากน้ำนมซึ่งมีสารอาหารจำพวกโปรตีน ไขมัน น้ำตาลแล็กโตส สำหรับมารดาที่สุขภาพดีจะสร้างน้ำนมวันละ 850 ซี.ซี ปริมาณน้ำนมขึ้นอยู่กับการที่คุณแม่กินโปรตีนเพิ่มจากเดิมด้วย เพื่อที่ร่างกายจะแปลงไปสร้างน้ำนมให้ลูก

  • โปรตีน
จำเป็นต่อการสร้างเนื้อเยื่อ เลือด ฮอร์โมน สูงถึง 2.5 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

  • ไขมัน
นอกจากให้พลังงานแล้วก็ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค เข้าสู่เซลล์ร่างกาย ในน้ำนมแม่มีกรดไขมันที่พิเศษคือ กรดไขมันไลโนเลอิกช่วยป้องกันความเสื่อมของผิวหนังทารกที่ขาดกรดไลโนเลอีก จะมีอาการผิวหนังแห้งแตก หนา


  • วิตามินและเกลือแร่หลัก

วิตามิน A ช่วยในการมองเห็น การทำงานของเยื่อบุต่างๆของทารกและเด็กเล็ก(อายุ 3 ปี) ควรได้รับ 850-1,000 หน่วยสากล มีมากในน้ำนม
สำหรับอาหารเสริมที่มีวิตามินA สูง คือผักผลไม้สีเหลือง เช่น มะละกอสุก ฟักทองบด ผักใบสีเขียว เช่นผักคะน้า ตำลึง ผักกวางตุ้ง ไข่แดงและตับสัตว์

วิตามิน D ช่วยในการสร้างกระดูกและฟัน การดูดซึมแคลเซียม ร่างกายต้องการวันละ 400 มิลลิกรัม มีมากในน้ำนม ไข่แดง และแสงแดดอ่อนๆ

วิตามิน B มีเพียงพอในน้ำนม และมีมากในเครื่องในสัตว์ ธัญพืช ถั่ว ผักใบเขียว

วิตามิน C ช่วยในการซ่อมแซม เสริมสร้างเนื้อเยื่อ ควรได้รับวันละ 20 มิลลิกรัม มีมากในน้ำนม ในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ มะนาว ส้ม


  • แคลเซียม
จำเป็นในการสร้างกระดูกและฟัน ต้องการวันละ 360-480 มิลลิกรัม น้ำนมมารดามีแคลเซียม 330 มิลลิกรัม นมผสมสำหรับทารกมีแคลเซียมประมาณ 500 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งถึงแม้น้ำนมมารดาจะมีปริมาณแคลเซียมน้อยแต่มีการดูดซึมได้ดีกว่านมผสม น้ำนมมารดาจึงเหมาะสมกับทารกและไม่ทำให้ขาดแคลเซียม

  • เหล็ก
จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง ทารกต้องการ 1มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งเหล็กในน้ำนมมารดามีน้อยก็จริง (นมแม่ 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร นมผสม 1.5-4.7 มิลลิกรัมต่อลิตร)

แต่ทารกดูดซึมเหล็กในน้ำนมมารดาได้ดีและมีการสะสมเหล็กไว้ในร่างกายตั้งแต่ก่อนคลอด แล้วในช่วง 3 เดือนแรกหลังคลอด เด็กที่ดูดนมมารดาในปริมาณปกติจึงไม่ขาดธาตุเหล็ก แต่เมื่ออายุพ้น 3 เดือนแล้วควรได้รับเหล็กเพิ่ม จากอาหารจำพวก ผักใบเขียว ไข่แดง เนื้อสัตว์ ตับ

  • ไอโอดีน
จำเป็นในการสร้างฮอร์โมนไธรอกซิน ป้องกันการเป็นโรคเอ๋อ โรคของต่อมไทรอยด์ ทารกต้องการวันละ 35 ไมโครกรัม ซึ่งก็มีเพียงพอในน้ำนมมารดา ( 110 ไมโครกรัมต่อลิตร)



mom2hero.คุณแม่คนเก่ง
กับอาหารเพื่อลูก "ความต้องการสารอาหารของเด็ก" คุณแม่คงเห็นความสำคัญของน้ำนมแม่แล้วนะค่ะ และก็เพิ่มอาหารเสริมให้ลูกให้ครบนะคะ


วันพฤหัสบดี

เด็กกับช่วงอาหารเสริม


mom2hero.คุณแม่คนเก่ง มีอาหารเพื่อลูก "เด็กกับช่วงอาหารเสริม" มีอาหารหลักก็ต้องมีอาหารเสริม ระยะแรกเด็กอาจจะรับประทานเลอะเทอะ ส่วนใหญ่จะไม่มีระเบียบในการกินหรอกค่ะ




เด็กกับช่วงอาหารเสริม

ช่วงนี้อาจจะเรียกว่าช่วงคุณขอมาก็ได้ เพราะเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่จะมีแต่นอน กินนม อึ ร้องไห้ สลับกันไปมา จนคุณแม่มึนตื้อ ต้องใช้เวลาสัก 2-3 อาทิตย์ ถึงจะจับทางกันถูก เช่น ร้องเพราะท้องอืด (หลังกินนมเสร็จต้องเอาลูกขึ้นพาดบ่า เพื่อให้ลูกน้อยเรอ) ฉี่ อึ ช่วงนี้ลูกจะเป็นใหญ่ที่สุดในบ้านเลยทีเดียว พอร้องปุ๊บ คุณแม่ก็ถลาเข้ามาดูทันทีว่าเป็นอะไร มีอะไรประเคนให้หมดขอให้ลูกหยุดร้อง เมื่อลูกยิ้ม คุณแม่ก็ยิ้ม เมื่อลูกร้อง คุณแม่ก็คิ้วขมวด

ช่วงวัยเด็กยังกินแต่นมแม่ แต่ถ้านมแม่มีน้อยไม่เพียงพอ ก็ต้องเพิ่มนมผงสำหรับเด็กเล็กเข้าไปด้วย หรืออาหารเสริม เช่น ข้าวบด กล้วยน้ำว้า ฟักทองบด จริงๆ แล้ว การให้อาหารเสิรม เช่น ข้าวบด กล้วยน้ำว้า ฟักทองบดจริงๆ แล้วการให้อาหารเสริมสำหรับเด็กเล็ก อาจจะขึ้นอยู่กับทั้งคนเลี้ยงและเด็ก เพราะเด็กบางคนกินเก่ง อาจจะทำให้อาหารเสริมตั้งแต่เดือนที่สี่ได้เลย ส่วนอาหารหลักก็ยังเป็นเรื่องของนมแม่อยู่

ในโลกทุกวันนี้เรื่องของลูก จะเป็นเรื่องที่คุณแม่มือใหม่และมืออาชีพต้องคอยดูและใส่ใจกันตลอด สูตรสำเร็จในการดูแลลูกน้อยมีแนะนำกันกลาดเกลื่อน แต่อาจไม่เหมาะกับเด็กทุกคนก็ได้ เคยสังเกตไหมว่า ลูกของเราบางทีก็มีปัญหาคล้ายลูกคนอื่น แต่วิธีแก้ไขก็ไม่เหมือนกัน

อย่างเช่นปัญหายอดฮิตของเด็กรุ่นดิจิตอลก็คือ ลูกไม่ยอมกินข้าว อมข้าวอย่างเดียว ทีขนมกรอบก็แทบไม่ต้องเคี้ยวเลย เผลอเป็นหมดซอง กินเร็วมาก แต่ถ้าเป็นอาหารละก็ เจ้าตัวดีอมไว้ในปากช้อนละเกือบชั่วโมง กินหมดชามก็ต่อมื้อถัดไปพอดี หรืออีกมุมหนึ่งก็คือประเภทลูกรักกินไม่ยั้ง กินจนเกินต้องขอให้หยุด เรื่องของเด็กกินมากหรือน้อยเกินไป อาจสืบเนื่องมาจากการเริ่มต้นกินอาหารของลูกน้อย การที่จะให้ลูกน้อยกินอาหารได้นั้น

บางครั้งเด็กเริ่มหัดกินอาหาร อาจจะทำให้เลอะเทอะ หรือคอยใช้มือหยิบเข้าปากแทนช้อน คุณแม่บางคนก็จะดุกล่าวลูก แต่จริงๆ แล้ว เด็กวัยที่เริ่มกินเองได้นั้น ส่วนใหญ่ยังไม่มีระเบียบในการกินหรอก ถ้าเด็กทำเลอะเทอะแล้วโดนดุตลอด เด็กอาจปฏิเสธการกินอาหารเลยก็ได้

ข้อควรปฏิบัติคือ ระยะแรกอาจจำเป็นต้องให้ลูกน้อยกินอาหารเองได้อย่างมีความสุขและไม่เลอะเทอะ หรือบางคนมีพี่เลี้ยงคอยป้อนก็พยายามป้อนให้หมดเพราะเป็นหน้าที่ อันนี้ก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่จะทำให้เด็กปฏิเสธการกินอาหาร เพราะเด็กบางคนกินอาหารอย่างไม่มีความสุข บางคนถึงเวลาอาหารจะรู้สึกเครียดขึ้นมาทันที แต่ถ้าเป็นเรื่องเล่นแล้วเด็กส่วนใหญ่จะชอบ

mom2hero.คุณแม่คนเก่ง กับอาหารเพื่อลูก "เด็กกับช่วงอาหารเสริม" สำหรับคุณแม่ทุกคน ห้ามที่จะดุ หรือว่ากล่าวเรื่องการกินที่เป็นระเบียบ โดยลูกอาจจะกินเลอะเทอะบ้าง ก็ค่อยๆๆ ฝึกนะคะ่


วันพุธ

ซุปมะเขือเทศ ต้านหวัด




mom2hero.คุณแม่คนเก่ง
สำหรับเมนูอาหารเพื่อลูก "ซุปมะเขือเทศ ต้านหวัด" เหมาะสำหรับเด็กๆ มากเลยค่ะ จะได้สารอาหารต้านหวัดจากหัวหอมใหญ่ และได้วิตามินC และวิตามินE ด้วยค่ะ



ส่วนผสม "ซุปมะเขือเทศ " ต้านหวัด

  • มะเขือเทศลูกใหญ่ต้มสุก 3 ลูก
  • แครอตต้มสุกหั่นละเอียด 1 หัว
  • หัวหอมใหญ่สับละเอียด 1 หัว
  • แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ โดยจะเพิ่มความข้น)
  • นมข้นจืด 2 ช้อนโต๊ะ
  • เนย 1/4 ช้อนชา
  • น้ำซุปกระดูก 2 ถ้วยตวง
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
  • น้ำตาลนิดหน่อย

วิธีทำ
  • ต้มมะเขือเทศเพื่อลอกเปลือกออก ก่อนต้มให้บากก้นลูกให้เป็นเครื่องหมายบวก (เวลาที่ต้มแล้ว ตรงที่เราบากมันจะแตกออก ทำให้ลอกเปลือกง่าย) ต้ม 5 นาที
  • พอเห็นเปลือกเริ่มแตก ก็ช้อนออกตักใส่น้ำเย็น ลอกเปลือกออก เอาแต่เนื้อไม่เอาไส้ สับเนื้อมะเขือเทศให้ละเีอียด พักไว้
  • นำแครอทต้มสุก และหั่นละเอียดพักไว้
  • ตั้งกระทะผัดเนยสดกับหัวหอมใหญ่หั่นละเอียด ให้พอหอมตามด้วยแครอทต้ม มะเขือเทศ ค่อยๆ เติมน้ำซุปกระดูก เคี่ยวไปเรื่อยๆ
  • เติมนมข้นจืด ใส่เกลือ น้ำตาล ปรุงรสตามชอบ
  • ถ้าอยากให้ข้นหน่อย ก็เติมแป้งข้าวโพด ค่อยๆ เติม ลงไปนะค่ะ
  • เสร็จแล้วตักใส่ถ้วย โรยชีส(พาเมซาน)นิดหน่อย ก็จะให้กลิ่นหอมน่ารับประทาน สามารถรับประทานคู่กับขนมปังปิ้ง มันฝรั่งต้ม มักกะโรนีี (อาจจะเติมเนื้อไก่หรือเบคอนทอดก็เข้ากันนะคะ)

คุณประโยชน์ของซุปมะเขือเทศ
  • หัวหอมใหญ่ ช่วยต้านหวัด
  • วิตามินC ช่วยเสริมภูมิต้านทาน
  • วิตามินE ช่วยลดไขมัน ต้านอนุมูลอิสระ
  • แครอท ช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิว

mom2hero.คุณแม่คนเก่ง สำหรับอาหารเพื่อลูก "ซุปมะเขือเทศ ต้านหวัด" คุณแม่คนเก่งเห็นประโยชน์จากเมนูนี้แล้ว ต้องรีบทำให้ลูกรับประทานด้วยนะค่ะ


วันอังคาร

ข้าวบดรวม




mom2hero.คุณแม่คนเก่ง
แนะนำอาหารเพื่อลูกแบบง่ายๆ มาฝากคุณแม่ทุกคนนะค่ะ "ข้าวบดรวม" เสียสละเวลาเพื่อลูกน้อยเรานะค่ะ




ส่วนผสมข้าวบดรวม

  • ข้าวบด 1 ถ้วยตวง
  • เต้าหู้ไข่ 1/4 ถ้วยตวง
  • หมูสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • บร็อกโคลี 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำซุปกระดูก 2 ถ้วยตวง

วิธีทำ
  1. เอาข้าวบดมาผสมกับน้ำซุปกระดูก คนให้เข้ากัน
  2. แล้วเอาเต้าหู้ไข่ บร็อกโคลี นำมาหั่นละเอียด มาต้มในน้ำเดือด
  3. รวนหมูสับให้สุก
  4. นำส่วนผสมทุกอย่างที่สุกแล้ว มาคลุกกับข้าวบดสุก พักไว้พออุ่นพร้อมป้อนลูกรักได้เลยค่ะ

ประโยชน์จากบร็อกโคลี มีสารอาหาร วิตามิน A B C E สังกะสี อะซิทิลโคลีน ซึ่งมีประโยชน์มาก
  • วิิตามิน A สุขภาพตาดี
  • วิตามิน B สร้างเม็ดเลือดแดง สุขภาพผิวหนัีงดี
  • วิตามิน C สร้างคอลลาเจน ต้านอนุมูลอิสระ
  • วิตามิน E ผิวหนังชุ่มชื้น ซ่อมแซมผิวหนัง ลดการอักเสบ
  • สังกะสี : สร้างคอลลาเจน ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคเรื้อรัง
  • อะซิทิลโคลีน : กระตุ้นเซลล์ประสาท สร้างความจำทำให้สมองดี
เต้าหู้ไข่ ทำมาจากถั่วเหลือง มีประโยชน์มากมาย โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรท และโทโรซีน



mom2hero.คุณแม่คนเก่ง
ได้แนะนำอาหารเพื่อลูก "ข้าวบดรวม" คุณแม่สละเวลานิดนึงทำอาหารเพื่อสุขภาพให้ลูกนะคะ่ ดูประโยชน์จากบล็อกโคลีนี้แ้ล้ว ต้องทำให้ลูกรับประทานนะค่ะ


วันจันทร์

น้ำมันปลา


mom2hero.คุณแม่ คนเก่ง มีความรู้และประโยชน์ "น้ำัมันปลา" อาหารเพื่อลูก มาเล่าสู่กันฟังค่ะ ส่วนที่มีการเชื่อว่า กินแล้วฉลาดขึ้น จะเป็น "น้ำมันปลา" ค่ะ

ให้คุณแม่คนเก่ง จัดหาน้ำมันปลาทั้งที่เป็นอาหารจากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมให้ถูกต้องตามปริมาณที่เหมาะสมค่ะ มาดูเกร็ดความรู้กันนะค่ะ

ขึ้นชื่อว่า "ปลา" รับประทานแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้นค่ะ โดยจะแยกออก เป็นน้ำมันตับปลา และน้ำมันปลา นะค่ะ

:น้ำมันปลา (Fish oil) หรือเรียกกันทั่วๆไปว่า โอเมก้า-3 สกัดได้จากปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งอุดมไปด้วยกรดไขมันชนิดไม่ิ่อิ่มตัว (ซึ่งกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างเองได้)
(Polyunsaturated Fatty Acid) หรือ PUFA 2 ชนิด ในกลุ่มโอเมก้า 3 คือ
-Eicosapentaenoic acid (EPA)
-Docosahexaenoic acid (DHA)


น้ำมันปลา เป็นส่วนหนึ่งของไขมันที่สกัดจากเนื้อ หนัง ส่วนหัวและหางปลาทะเล อาทิ ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาเฮอร์็ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาทู และปลาซาร์ดีน ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ คือกรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดโอเมก้า 3 ได้รับความนิยมในการรับประทานกันอย่างแพร่หลายในรูปผลิตภัณฑ์อาหารเสริม

ประโยชน์ของน้ำมันปลา ที่ผ่านการวิจัยแล้วมีดังนี้ค่ะ
  • ป้องกันโรคสมองฝ่อ หรือโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งมักเกิดกับคนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป
  • ลดอาการ เจ็บบริเวณหัวใจ ซึ่งเกิดจากเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจไม่สะดวก
  • ลด ความถี่ และอาการของโรคหอบหืด
  • ลดความเสี่ยงของการเกิดไขมันอุดตันใน หลอดเลือด โดยละลายไขมันที่เกาะในหลอดเลือด
  • ทำให้จิตใจสงบลง มีสมาธิดีขึ้น
  • ระงับอาการหลอดลมอักเสบ
  • ช่วยป้องกันมะเร็ง บางชนิด เช่น มะเร็งที่เกิดจากอวัยวะที่สร้างฮอร์โมนเพศ (Hormone-Link Cancer) เช่นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริม ที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็งทุกชนิด เนื่องจากทำให้ประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งดีขึ้น น้ำมันปลาช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอด และหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับได้ด้วย
  • ช่วยบรรเทาอาการ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำให้การเต้นของหัวใจดีขึ้น ให้ผลการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นอย่างเห็นชัดเจน และค่อนข้างถาวร
  • ลดการ อักเสบเรื้อรังในทางเดินอาหาร เช่นลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง ซึ่งมีอาการสำคัญ คืออุจจาระร่วงบ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ลดอาการซึม เศร้า
  • ลดอาการปวดท้องประจำเดือน
  • ให้ผลดีกับคนผิวหนังอักเสบ เรื้อรัง
  • ลดโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • ลด ความเสี่ยงของการเกิดโรคความเสื่อมของระบบประสาท
  • ทุเลาโรคปวดหัวไม เกรน
  • ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคตามัว ในวัยสูงอายุ
  • ทุเลา อาการต่างๆ ของโรคภูมิต้านทานทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง (โรคSLE หรือ LE)
  • มี ประโยชน์ต่อคนไข้เบาหวาน เนื่องจากช่วยลดอาการต้านอินซููลินร่างกาย
  • เพิ่ม ภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้ลดโอกาสการติด เชื้อ และป้องกันมะเร็งได้
  • ควบ คุมความดันโลหิตได้ เป็นอาหารเสริมที่เหมาะจะบริโภคร่วยกับยารักษาความดันโลหิตสูง
  • ลด ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในกระแสเลือด
  • ทำให้การดูดซึมแคลเซียมของ ร่างกายดีขึ้น และกระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่ ป้องกันภาวะกระดูกพรุน
  • แนะ นำสำหรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน หรือเรื้อนกวาง จะทำให้ผิวหนังอักเสบลดความรุนแรง
  • บรรเทาอาการหลอดเลือดแดงบริเวณ ขา หดตัว ซึ่งเกิดในผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเป็นแล้วมือ เท้าจะเย็น หรือมีอาการเจ็บ หรือชา

น้ำมันปลา
..........เป็นสารอาหารจำเป็นต่อสมอง ระบบประสาท และสายตาของเด็ก ตั้งแต่อยู่ ในครรภ์ จนคลอดออกมาเป็นทารก
  • น้ำมันปลาทำให้เด็ก สายตาดี และคมชัด ระบบประสาทมีการพัฒนา และเจริญเติบโต ทำให้สมองของเด็กทำงานดีขึ้น เพิ่มพลังสติปัญญา สมาิธิ
  • และทำให้ไอคิวของ เด็กสูงขึ้น และมีประโยชน์อย่างยิ่งในการรักษาเด็กสมาธิสั้น
น้ำมันปลา จึงเหมาะสำหรับทารกจนถึงวัยเด็กที่สมองกำลังพัฒนาสติปัญญา และการเรียนรู้ การทำงานของสมอ


ข้อควรระัวัง : ผู้ป่วยที่ที่เป็นโรคเลือดออกได้ง่ายห้ามทาน เช่นผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านเกร็ดเลือด หรือ แอสไพริน, ผู้ที่มีเกร็ดเลือดต่ำ, มีจุดเลือดออกตามตัว , มีเส้นเลือดแตกในสมอง , เส้นเลือดแตกในจอตา จากโรคจอตาเสื่อม ระยะสุดท้ายในเบาหวาน เป็นต้น
ส่วน คนที่แพ้อาหารทะเล สามารถทานน้ำมันปลาได้และมีความปลอดภัย


รับประทานน้ำมัน ปลาอย่างไร ให้ปลอดภัย

  • บุคคลทั่วไป ควรรับประทานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งอาหารที่มีกรด alpha - linolenic acid สูง เช่นน้ำมันถั่วเหลือง เมล็ดธัญญพืช เต้าหู้ เป็นต้น
  • ผู้ ป่วยโรคหัวใจ ควรรับประทานน้ำมันปลา ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม / วัน
  • ผู้ ป่วยที่ต้องการลดระดับไตกลีเซอไรด์ในเลือด ควรรับประทานวันละ 2-4 กรัม

***ก่อน ตัดสินใจรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชื่ยวชาญเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย และพึงระวังการรับประทานน้ำมันปลาขนาดสูง อาจทำให้ระดับวิตามินE ในร่างกายลดลง


mom2hero.คุณแม่คนเก่ง ได้แนะนำ "น้ำมันปลา" คง ได้ความรู้มากมายนะค่ะ กับการรับประทานปลาต่างๆ อาทิ ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอล ฯลฯ(ตามข้างต้น) แบบธรรมชาตินี้ไม่มีปัญหาค่ะ รับประทานเยอะๆ มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษค่ะ
.....ส่วนถ้าจะรับประทานแบบอาหารเสริมก็ต้องรับประทานในปริมาณพอดี หรือถ้าสงสัยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะค่ะ เห็นประโยชน์็มากมายแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรีบหา อาหารเพื่อลูก มาให้ลูกๆๆ รับประทานกันนะคะ รู้อย่างงี้แล้วรีบหันมาทานน้ำมันปลากันดีกว่านะค่ะ


วันอาทิตย์

น้ำมันตับปลา



mom2hero.คุณแม่คนเก่ง
มีความรู้และประโยชน์ "น้ำัมันตับปลา" อาหารเพื่อลูก มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ให้คุณแม่คนเก่ง จัดหาน้ำมันตับปลาทั้งที่เป็นอาหารจากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมให้ถูกต้องตามปริมาณที่เหมาะสมค่ะ มาดูเกร็ดความรู้กันนะค่ะ



ขึ้นชื่อว่า "ปลา" รับประทานแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้นค่ะ โดยจะแยกออก เป็นน้ำมันตับปลา และน้ำมันปลา นะค่ะ


:น้ำมันตับปลา (Cod liver oil)

สกัดจากตับของปลาทะเลบริเวณเย็นเช่น ปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเติบโตของกระดูก และนิยมใช้ในเด็ก

โดยมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ
วิตามินA และ วิตามินD
โดยทำหน้าที่ควบคุมเยื่อบุผิวให้เป็นปกติ (A)
และช่วยในการดูดซึมแคลเซียมรวมทั้งฟอสฟอรัสบริเวณลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้สร้างกระดูกเป็นไปอย่างปกติ(D)


การกินน้ำมันตับปลาในปริมาณสูง ทำให้เกิดพิษได้จาก

  • วิตามินA เช่น ปวดศรีษะ มีอาการทางระบบประสาท ผมร่วง ผิวแห้ง อาเจียน และตับถูกทำลาย
  • วิตามินD มีผลเสียต่อระบบเลือด ไตวายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ข้อควรระวัง :
ไม่ควรซื้อน้ำมันตับปลาให้เด็กรับประทานเป็นประจำ นอกจากแพทย์สั่ง เพราะยาจะสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดอันตรายได้


mom2hero.คุณแม่ คนเก่ง ได้แนะนำ "น้ำมันตับปลา" คงได้ความรู้มากมายนะค่ะ และก็ต้องรับประทานในปริมาณพอดี หรือถ้าสงสัยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะค่ะ เห็นประโยชน์็มากมายแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรีบหา อาหารเพื่อลูก มาให้ลูกๆๆ รับประทานกันนะคะ รู้อย่างงี้แล้วรีบหันมาทานน้ำมันตับปลากันดีกว่านะค่ะ



วันพฤหัสบดี

เด็กอมข้าว ควรจัดการอย่างไร



mom2hero.คุณแม่คนเก่ง ถ้า “เด็กอมข้าว ควรจัดการอย่างไร” เรื่องใหญ่เลยนะคะ สำหรับเด็กเล็กๆ นับแต่ทารกจนถึง 2 ขวบปีแรกนั้นเรื่องการกินถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญมาก เพราะมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองค่ะ อาหารเพื่อลูกคุณแม่ก็ต้องมีวิธีที่จะให้ลูกรับประทานให้ได้นะค่ะ


ลูกน้อยเริ่มมีพฤติกรรมการกินแบบนี้หรือเปล่า

  • อมข้าว
  • หงุดหงิดร้องไห้ เมื่อถึงเวลากิน
  • ใช้เวลากินอาหารนานผิดปกติ
  • เล่นอาหารจนเลอะเทอะ ไม่ยอมกิน
  • ป้อนอาหารแล้วคายทิ้ง


ปัญหาการกินยาก เด็กอมข้าว ควรจัดการอย่างไร หรือไม่ยอมกินมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือการพัฒนาการของเด็กกับอารมณ์ วิธีแก้ปัญหามีดังนี้ค่ะ

  • ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเองในการกิน
สำคัญมากค่ะ เด็กอายุ 1 ปีเริ่มจะตักข้าวกินข้าวได้ โดยเราจะยอมให้หกเลอะเทอะบ้าง ไม่ควรป้อน อย่าพยายามบังคับให้เด็กกิน อีกวิธีการหาอาหารให้เด็กจับกินเองได้สะดวก เช่น ข้าวเหนียวปั้น ไก่ทอด (เด็กจะรู้สึกสนุกกับการกินมากขึ้นค่ะ)
  • ตัก อาหารน้อยๆ ในภาชนะให้เด็ก ถ้าไม่พอ ค่อยเติม
  • ถ้าเด็กไม่กิน หรือเล่นอาหาร ให้เก็บอาหาร
โดยไม่ให้นมหรือขนมอีกเลยจนกว่าจะถึงอาหารมื้อใหม่ วิธีนี้จะทำให้ลูกกินข้าวได้
  • ให้เด็กกินอาหารพร้อมผู้ใหญ่
จะช่วยกระตุ้นให้เด็กอยากอาหารได้อย่างมากค่ะ บรรยากาศในครอบครัวก็จะดีขึ้นด้วย (เด็กไม่ชอบให้บังคับ)
  • สร้างระเบียบวินัยในการกิน
เริ่มมื้ออาหาร ไม่ควรลุกออกไปเล่นไปกินไป , เวลาในการกินอาหารไม่ควรเกิน 20-30 นาที , ไม่เปิดทีวีขณะกินอาหาร และไม่ควรเล่นบนโต๊ะอาหาร
  • เวลากินอาหารควรเป็นบรรยากาศสบายๆ
  • ไม่ควรดุด่าลงโทษ หรือแสดงอารมณ์โกรธ หรือพูดให้เด็กรู้สึกผิด
  • งดอาหารหวานทุกชนิด
เช่น ไอศครีม น้ำหวาน ขนมเป็นถุง ชอคโกแลต อาหารเหล่านี้จะมีรสหวาน หลังกินจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้น ซึ่งจะไปกดศูนย์การหิวซึ่งอยู่ในสมองของคนเรา
  • ทิ้งช่วงห่างระหว่างมื้ออาหาร
(นมกับข้าว) อย่างน้อย 4 ชั่วโมง ถ้าให้นมมากเกินไป ก็ต้องลดนมลง ต้องจำกัดนมไม่เกิน 16 ออนซ์ต่อวัน หรือเท่ากับ 8 ออนซ์ 2 มื้อ ดูแล้วเหมือนน้อยมาก แต่จำเป็นเพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เด็กก็จะเลือกกินแต่นม อยู่ได้ด้วยนม ไม่ยอมกินข้าว



mom2hero.คุณแม่คนเก่ง
ได้แนะนำวิธีแก้ปัญหา “เด็กอมข้าว ควรจัดการอย่างไร” คุณแม่คงทราบปัญหาของเด็กแล้วนะค่ะ คุณแม่ต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดนะคะ เพราะอาหารเพื่อลูกนั้นสำคัญมาก เราต้องใจเย็นแล้วก็ปฏิบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น คราวนี้ลูกคุณคงกินข้าวง่าย ไม่อมข้าวอีกแล้วนะค่ะ


เด็กวัยก่อนเรียน ควรได้รับสารอาหารให้ครบ




mom2hero.คุณแม่คนเก่ง ขอแนะนำ “เด็กวัยก่อนเรียน ควรได้รับสารอาหารให้ครบ” เพื่อที่คุณแม่จะได้จัด อาหารเพื่อลูกได้ถูกต้องได้สารอาหารครบถ้วน ค่ะ



อาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน

  • คือ ข้าว ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย และนม โดยจัดให้เด็กกินหลากหลายในแต่ละหมวด และการประกอบอาหารก็ควรคำนึงถึงความสะอาด และต้องเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ถ้าอาหารที่เคี้ยวยาก ก็ควรจะสับ หรือต้มเปื่อย ที่สำคัญต้องครบหมวดหมู่
  • เด็กวัยนี้ควรได้รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ พร้อมทั้งอาหารเสริมด้วย อาหารว่างระหว่างมื้อ เพราะเด็กต้องการพลังงาน และสารอาหารมากกว่าผู้ใหญ่

เด็กวัยก่อนเรียน ควรได้รับสารอาหารให้ครบ


นม
...... เด็กควรดื่มนมเป็นประจำวันละ 2-3 แก้ว ควรเลือกนมชนิดจืด ฝึกเด็กให้คุ้นเคยกับรสธรรมชาติถ้าปฏิเสธการดื่มนมก็อาจลองเปลี่ยนเป็น อาหารธัญพืช เช่น ซีเรียลซึ่งกินกับนม ข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต ชีส เป็นต้น

แป้ง .....ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ข้าว เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญต่อร่างกาย ซึ่งควรได้รับวันละ 6 ทัพพี เด็กก่อนวัยเรียนนี้เริ่มอยากกินอาหารของผู้ใหญ่ ชอบข้าวสวยนิ่มๆ มากกว่าข้าวต้ม คุณแม่คนเก่งก็เสริฟพร้อมกับแกงจืด จะได้ช่วยให้เด็กกลืนง่ายค่ะ

ไขมัน....ใช้น้ำมันพืชปรุงอาหาร ลดปริมาณการทอดหรือของมัน ให้ใช้เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผลิตภัณฑ์นมพร่องมันเนย

ผักใบเขียว และผักอื่นๆๆ....เด็กๆ มักจะชอบสีสรรที่ดึงดูดสายตา เช่น แครรอท เมล็ดถั่วลันเตา กะหล่ำปลี ดอกกระหล่ำ บร๊อคโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดขาว ซึ่งเมื่อต้มสุกและนิ่ม จะมีรสหวาน ในปริมาณวันละ 3 ทัพพีต่อวัน

ผลไม้.....คุณแม่ควรให้ลูกรับประทานผลไม้ตามฤดูกาล เพื่อช่วยให้เด็กได้รับวิตามินซี วิตามินเอ ใยอาหาร เช่น กล้วยน้ำว้า ส้มเขียวหวาน มะม่วงสุก มะละกอสุก ถ้าจะรับประทานน้ำผลไม้ก็ควรจำกัดปริมาณ (น้ำผลไม้ 100% 120 มิลลิลิตร เท่ากับผลไม้ 1 ส่วน)



mom2hero.คุณแม่คนเก่ง
ได้แนะนำ “เด็กวัยก่อนเรียน ควรได้รับสารอาหารให้ครบ” อาหารเพื่อลูก นี้ สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กมีความอยากรับประทานอาหารคือ บรรยากาศที่รื่นรมย์ นะค่ะ ยิ้มแย้มแจ่มใส , จัดอาหารให้น่ารับประทาน ....การขัดแย้งในครอบครัวภายโต๊ะอาหารหลีกเลี่ยงเลยนะค่ะ สภาพแวดล้อมอบอุ่นในครอบครัวจะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความสุขกับการกินอาหารมากขึ้นค่ะ


วันพุธ

เตรียมอาหารเสริมให้ลูก


mom2hero.คุณแม่คนเก่ง จะแนะนำวิธีการ "เตรียมอาหารเสริมให้ลูก" แบบง่ายๆ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับอาหารเสิรมที่ถูกต้อง และตามวัย คุณแม่เตรียมอาหารเพื่อลูกมื้อนี้เป็นอาหารเสริมที่มีวิธีทำง่ายนิดเดียวนะค่ะ


วิธีการเตรียมอาหารเสริมให้ลูำกมีหลักการง่ายๆ
ให้คุณแม่คนเก่งมีความมั่นใจนะค่ะ คุณแม่สามารถนำ ผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ที่มีอยู่ในตู้เย็นมาใช้ทำอาหารเสริมให้ลูกได้ทั้งนั้นเลยค่ะ

  • ตุ๋น ต้ม
ถ้าเป็นข้าวตุ๋นก็นำข้าวสวยมาเคี่ยวกับน้ำซุป เคี่ยวไปเรื่อยๆ (ใช้ไฟอ่อนๆ ) จนข้าวเริ่มเละ คุณแม่อาจจะเติมผักต้มหั่นชิ้นเล็กๆ ลงไป เติมหมูสับ หรือเนื้อไก่ต้มสุก ลงไปเคี่ยวด้วย เคี่ยวจนอาหารและเป็นเนื้อเดียวกัน อาหารตุ๋นจะได้รสชาติที่กลมกล่อม หอมกลิ่นอาหารเข้าเนื้อมากกว่า รับประทานง่ายด้วยค่ะ (ถ้าลูกเพิ่งเริ่มทานอาหารเสริมครั้งแรกๆ ควรนำข้าวตุ๋นไปครูดก่อนที่จะป้อนลูกนะค่ะ)
  • บด
ใช้ช้อน หรือที่บดอาหารเด็ก โดยบดให้ละเอียด อาหารที่นิยมบดก็ เช่น มันฝรั่งต้มสุก ไข่แดงต้มสุก ฟักทอง แครรอต ใบตำลึงต้มสับก่อนบด ฯลฯ
  • ครูด
เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับเด็กเลยค่ะ คุณแม่ส่วนใหญ่จะเริ่มแรกให้กล้วยครูดเป็นอาหารเพื่อลูกมื้อแรก ถ้าเป็นกล้วยส่วนใหญ่จะใช้ช้อนครูด (ไม่เอาไส้) แต่อาหารอื่นก็ครูดได้นะค่ะ ทั้งข้าว ฟักทอง แครอต มะละกอ หรือถ้าเป็นหมูสับก็ต้องต้มให้สุกแล้วหั่นหรือสับเป็นชิ้นเล็กๆ ใช้ช้อนครูดให้อาหารผ่านตะแกรงหรือกระชอนตาถี่ลงไป
........พอครูดเสร็จแล้วก็นำอาหารมาจับคู่กันโดยเอามาผสมกัน เช่น แครรอตกับหมู ไข่แดงกับฟักทอง ถ้าผสมกันแล้วข้นจนเกินไปก็นำน้ำซุปมาเติมให้ได้น้ำขลุกขลิก แต่ต้องไม่เหลวนะค่ะ
  • ปั่น
เพื่อความประหยัดเวลา เหมาะกับชั่วโมงเร่งรีบหรือมีเวลาน้อยค่ะ ก่อนปั่น ก็อาจจะนำไปต้มให้สุกก่อน เช่น แตงกวา เนื้อหมู เนื้อไก่ แครรอต ฟักทอง
  • น้ำซุป
น้ำซุปนี้เอาไว้ผสมอาหารของลูก หรือให้ลูกจิบคำเล็กๆๆ กลั้วคอไปกับอาหาร น้ำซุปจะช่วยให้กลืนง่าย คล่องคอ และรสชาติกลมกล่อม หรือถ้าจะทำอาหารตุ๋นหรือต้มเละๆ อาจจะใ้ช้น้ำซุปตั้งไฟ แล้วนำอาหารไปต้มกับน้ำซุปก็ได้
วิธีทำน้ำซุป ใช้โครงไก่ หรือจะใช้กระดูกหมู มาต้มจนเนื้อกระดูกเปื่อยไปกับน้ำ ใช้ไฟอ่อนๆ เสร็จแล้วก็กรองให้น้ำซุปใส แต่ถ้าวันไหนไม่มีเวลาก็ใช้เป็นน้ำซุปผักก็ได้ ผักตำลึงมาต้มเป็นน้ำซุุปก็ได้เหมือนกัน


mom2hero.คุณแม่คนเก่ง
ได้แนะนำวิธีเตรียมอาหารเสริมให้ลูกไปนั้น ไม่ยากเกินไปใช่ไหมค่ะ สำหรับอาหารเพื่อลูกเพื่อการพัฒนาการเจริญเติบโตของลูก คุณแม่ต้องขยันทำให้ลูกน้อยด้วยนะค่ะ



วันเสาร์

ผลเสียอื่นๆ จากการให้อาหารเสริมก่อนวัยอันควร




mom2hero แนะนำสำหรับคุณแม่คนเก่ง สำหรับอาหารเพื่อลูก มี"ผลเสียอื่นๆ จากการให้อาหารเสริมก่อนวัยอันควร" ด้วยนะค่ะ

  • ในทารกที่ยังไม่สามารถชันคอได้ และระบบการกลืนอาจยัง ทำงานไม่สัมพันธ์กันดี ทำให้มีโอกาสสำลักเอาอาหารเสริม ที่ไม่ได้บดละเอียดเข้าไปในหลอดลมได้

  • ถ้าหากอาหารเสริมที่ให้พลังงานสูง อาจทำให้ทารกมีโอกาส เป็นโรคอ้วนสูง เนื่องจากทารกที่มีทารกที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในระยะแรก จะเนื่องมาจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์ไขมัน ทำให้ทารก มีจำนวนไขมันมาก ก็จะมีโอกาสอ้วนง่วยในอนาคต
  • การกินอาหารเสริมจะทำให้ทารกอิ่มนาน มีช่วงห่างระหว่าง มื้ออาหารนานขึ้น อาจมีผลทำให้เิกิดการปรับตัวทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น
  • อาหารเสริมบางชนิดเติมเกลือลงไปเพื่อปรุงรส อาจมีผลส่ง เสริมให้ทารกนั้นมีแนวโน้มเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • อาหารเสริมที่มีน้ำตาลปรุงรสหวาน อาจมีผลกระทบต่อนิสัย การบริโภคของทารก ทำให้ทารกติดการรับประทานอาหารรสหวาน และมีโอกาสฟันผุได้ง่าย
  • ทารกอาจย่อยและดูดซึมสารอาหารบางชนิดที่มีอยู่ใน อาหารเสริมไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหาโรคท้องร่วงและ ภาวะการดูดซึมบกพร่องได้
  • อาหารเสริมบางชนิดอาจมีคุณค่าทางโภชนาการไม่ครบถ้วน ทำให้ไตทำงานหนัก

คุณแม่คนเก่ง ต้องหลีกเลี่ยงสำหรับผลเสียอื่นๆ จากการให้อาหารเสริมก่อนวัยอันควร สำหรับอาหารเพื่อลูก นะคะ ไม่ยากเกินไปนะค่ะ

ผลเสียของการให้อาหารเสริมแก่ทารกก่อนวัยอันควร



mom2hero ขอแนะนำสำหรับคุณแม่คนเก่งนั้น การให้อาหารเสริมเร็วเกินไปอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทารกได้ เนื่องจากอาหารที่มีอยู่ในอาหารเสริมนั้นไม่เหมาะสมกับทารก หรือไม่เพียงพอแก่ความต้องการของทารก

อาหารเพื่อลูก มีผลเสียของการให้อาหารเสริมแก่ทารกก่อนวัยอันควรดังนี้


โปรตีน

ปริมาิณและคุณภาพของโปรตีนนั้น แปรเปลี่ยนไป ตามประเภทของอาหารเสริม ธัญพืชจะมีโปรตีนร้อยละ 0.9-8.1 กรัม ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่นำมาใช้เป็นส่วนผสม และวิธีการผสมอาหารว่าชงข้นหรือใส อาหารเสริมธัญพืชที่ประกอบด้วยข้าวสาลี ข้าวโอ๊ตจะมีโปรตีน มากกว่าอาหารเสริมที่ทำจากข้าวถึง 5 เท่า เนื้อและไข่จะเป็นแหล่งอาหาร ที่ให้โปรตีนสูงถึงร้อยละ 20 ของพลัังงานที่ได้รับ แต่อาหารประเภทผลไม้ และของหวานส่วนใหญ่จะให้โปรตีนน้อยกว่าร้อยละ 7 ของพลังงานที่ได้รับ ผลไม้จึงให้อัตราส่วนของโปรตีนต่อพลังงานต่ำ เด็กจึงไม่ควรรับประทาน ผลไม้มากเกินกว่าร้อยละ 20 ของพลังงานที่ได้รับทั้งวัน

ในทำนองเดียวกันโปรตีนที่ได้จากพืชผักและธัญพืช จะมีคุณค่าทางโภชนาการด้อยกว่าโปรตีนจากเนื้อ นม ไข่ การให้พืชผักมากเกินไปอาจมีผลกระทบต่อปริมาณโปรตีนที่ทารกจะได้รับ

นอกจากต้องคำนึงถึงปริมาณและคุณภาพของโปรตีน ที่จะให้ทารกแล้ว ยังต้องคำนึงถึง ขนาดของโปรตีนด้วย เนื่องจากในทารกที่อายุน้อยลำไส้ยังพัฒนาไม่เต็มที่ สามารถดูดซึม เอาโปรตีนที่มีโมเลกุลใหญ่เข้าไป แล้วกระตุ้นทำให้เกิด ภูมิแพ้ต่อโปรตีนนั้นได้ เมื่อรับประทานโปรตีนนั้นเข้าไปอีกในภายหลัง

คาร์โบไฮเดรต

คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในอาหารเสริมนั้นส่วนใหญ่คือ แป้งดังที่กล่าวมาแล้ว ทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 3 เดือน อาจมีความจำกัดในการย่อยอาหารแป้ง ดังนั้นการให้อาหารเสริมก่อนวัยอันควร อาจก่อให้เกิดผลเสีย เนื่องจากการไม่ย่อยทำให้ทารกเป็นโรคขาดสารอาหาร ท้องร่วง และการดูดซึมอาหารบกพร่อง นอกจากนี้แป้งให้อาหารเสริม ระดับอุตสาหกรรม บางชนิดถูกดัดแปลง เพื่อมิให้เกิดความข้น ขุ่น เหนียว เพื่อให้ทารกรับประทานได้ง่าย และยอมรับอาหารเสริมชนิดนั้น แต่ขบวนการดัดแปลงทางอุตสาหกรรม อาจทำให้มีสารเคมีที่เป็นอันตราย ตกค้างอยู่ในอาหารเสริม และแป้งที่ถูกดัดแปลงไปนั้นอาจมีปฏิกริยากับเกลือแร่ ทำให้ลำไส้ของทารกดูดซึมเกลือแร่ได้น้อยลง

ไขมัน
ทารกแรกเกิดจะมีเอนไซม์ที่ย่อยไขมันต่ำ ทำให้ทารก ดูดซึมไขมันได้ไม่ดีนัก ดังนั้นการให้อาหารเสริมที่มีไขมันมาก หรือน้อยเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหา เช่น ถ้าให้อาหารเสริม มากเกินไปจะเกิดอาการถ่ายเป็นไขมันได้


คุณแม่คนเก่ง ต้องดูแลอาหารเพื่อลูกดีๆ นะคะ เพราะผลเสียของการให้อาหารเสริมแก่ทารกก่อนวัยอันควรตามข้างต้นด้วยนะค่

อาหารเสริมในเด็ก





mom2hero ขอแนะนำอาหารเสริมในเด็ก อาหารเพื่อลูกสำหรับคุณแม่คนเก่ง มีความสำคัญมากนะค่ะ

อาหารเสริมสำหรับเด็กนั้น เราจะเริ่มให้ตามความสามารถ ของระบบทางเดินอาหาร ในระยะวัย 3-4 เดือน ตับอ่อนของทารก จะเริ่มหลั่งสารน้ำย่อยอะมิเลส ทารกระยะนี้จึงมีความสามารถที่จะย่อยแป้งได้ดี

อาหารเสริมสำหรับเด็กนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็ก ได้รู้รสชาติหลากชนิดและลักษณะของอาหารที่นุ่มและขนาดแตกต่างกัน เพื่อให้เกิดพัฒนาขึ้นมาในการที่จะกินอาหารอื่น หลังวัยหย่านม การพัฒนาและการเรียนรู้ การกินอาหารเสริมนี้มีความสำคัญมาก เด็กจำนวนไม่น้อยมีปัญหาเรื่องการไ่ม่ยอมกินอาหารธรรมดา เนื่องจากขาดการพัฒนาการกินอาหารในวัยนี้

โดยความเป็นจริงแล้ว ทารกสามารถกลืนได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เมื่อมีอายุครรภ์ได้ 11 สัปดาห์ และจะเริ่มดูดได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 24 สัปดาห์ ในทารกแรกเกิดเมื่อป้อนอาหารทารก จะใช้ลิ้นดุนอาหารออกมาโดยอัตโนมัติ เมื่ออายุได้ 4-6 เดือน ทารกจึงเริ่มรู้จักใช้ลิ้นตวัดอาหารและกลืนลงไป พออายุได้ 7-9 เดือน จะเริ่มกัดและเคี้ยวทั้งที่บางรายฟันยังไม่ขึ้น มีผู้บอกว่าช่วงนี้ เป็นช่วงวิกฤตที่ทารกจำเป็นจะต้องได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม ในการป้อนอาหารแข็ง เพื่อให้ทารกได้เรียนรู้ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหา ในการให้อาหารแข็งในอนาคต โดยทารกอาจจะปฏิเสธอาหารแข็ง และเกิดอาการอาเจียนเมื่อถูกป้อนด้วยอาหารแข็ง

  • การให้อาหารเสริมทารกก็เพื่อ ให้อาหารเสริมเพิ่มเติมจากนมแม่ ทำให้ทารกได้รับสารอาหารอย่างเีพียงพอ และมีการเจริญเติบโตสมวัย
  • เพื่อเสริมสร้างนิสัยการกินของทารกดังที่กล่าวมาแล้ว ทารกมี พฤติกรรมการกินตั้งแต่แรกเกิด และเปลี่ยนแปลงไปตามวัย การฝึกให้เด็กได้รับอาหารเสริมอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เด็กมีพฤติกรรม การกินที่ดีต่อไป ตัวอย่างเช่นการฝึกให้ทารกได้อาหารแข็งเร็วหรือช้า ก่อนวัยอันสมควร อาจมีผลทำให้เด็กไม่ยอมรับ และปฏิเสธอาหารนั้นได้
  • เพื่อเสริมการพัฒนาระบบการกิน ย่อย และดูดซึมอาหาร ตลอดจนพัฒนาการด้านอื่นๆ เช่น ฝึกให้เด็กช่วยตนเองในการกินอาหาร จะทำให้เด็กมีพัฒนาการกินที่ดีในอนาคต

เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า นมแม่เป็นอาหารที่ดีและเหมาะสมที่สุด
สำหรับทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 6 เดือนแรก ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโภชนาการจึงแนะนำว่า ไม่ควรให้อาหารเสิรมแก่ทารกก่อนอายุ 5 เดือน
แต่การศึกษาในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย พบว่าเด็กทารก ได้รับอาหารเสริมเร็วกว่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบทไทย มารดาบางรายป้อนข้าวหรือกล้วยให้ลูกตั้งแต่อายุ 2-3 วันเนื่องจาก มีความเข้าใจผิดคิดว่า การให้อาหารเสิรมแก่ลูกเร็วจะมีผลดี

อาหารเพื่อลูกอาหารเสริมในเด็ก คุณแม่คนเก่งต้องเตรียมให้ลูกตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ข้างต้นนะค่ะ

วันอังคาร

อาหารสำหรับเด็กท้องผูกและท้องเสีย

mom2hero แนะนำคุณแม่คนเก่ง เรื่อง "อาหารสำหรับเด็กท้องผูกและท้องเสีย" โดยอาหารเพื่อลูกนั้นมีความสำคัญมาก

การได้รับสารอาหารตามวัยที่เหมาะสมจะช่วยให้การขับถ่ายของทารกดำเนินไปด้วยดี ในระยะแรกทารกจะขับถ่ายด้วยการกระตุ้นของแล็กโทสในนม ซึ่งถูกย่อยไม่หมดแล็กโทสที่ถูกย่อยไม่หมดจะผ่านไปที่ลำไส้ถูกหมักและย่อยต่อโดยแบคทีเรีย ทำให้เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งกรดนี้จะทำให้ลำไส้เกิดการระคายเคือง เกิดการบิดตัวและกรดนี้มีคุณสมบัติในการดูดน้ำเข้าหาตัวด้วย เมือเป็นเช่นนี้เด็กก็จะขับถ่ายออกมา (จะเห็นได้ว่าเด็กที่ทานนมแม่ทุกคนจะขับถ่ายมีน้ำปนออกมา ซึ่งไม่ใช่ท้องเสีย ไม่ต้องตกใจ) ทารกอายุน้อยๆ กินนมแม่จะไม่เกิดอาการท้องผูก ถ้าูลูกเกิดกินนมผสมต้องผสมนมให้ถูกส่วน เพราะยิ่งใส่นมให้น้อยกว่าน้ำมากขึ้น ลูกจะยิ่งท้องผูกหนักขึ้น เพราะการที่ทารกถ่ายได้ขึ้นกับแล็กโทสที่อยู่ในนมจะย่อยไม่หมด สำหรับคุณแม่คนเก่ง ที่มีลูกท้องผูกและท้องเสีย มีวิธีแก้ดังนี้ค่ะ

การแก้อาการท้องผูก
ละลายน้ำผึ้งหรือน้ำตาลปี๊บ 1-2 ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำพอ....ต้มให้เดือด ทิ้งให้เย็น ให้เด็กกินวันละ 2-3 ครั้ง ถ้าเด็กโตเพิ่มอาหารที่มีกากพวกผักใบเขียว ผลไม้ เช่น มะละกอ ส้มเขียวหวาน หรือเด็กที่โตกว่า 2 ขวบ อาจให้กินน้ำมะขามที่ต้มสุกแล้ว และฝึกให้ถ่ายหลังอาหารเช้าเป็นประจำจะได้ไม่เกิดท้องผูก

ในกรณีที่ทารกอุจจาระร่วง
ถ้าลูกท้องเสียฉับพลัน ให้แก้สภาวะสูญเสียน้ำก่อนภายใน 4-6 ชั่วโมง โดยให้ดื่มน้ำเกลือผงละลายน้ำแล้วให้ดูดนมแม่ต่อไป ถ้าเด็กกินนมผสมให้ผสมเจือจางเท่าตัวก่อนแล้วค่อยเพิ่มเป็นปกติภายใน 3 วัน
อาหารอื่นในระหว่างท้องเสีย ควรเป็นอาหารอ่อน ๆ จำนวนน้อยกว่าแล้วค่อยเพิ่มเป็นเท่ากับปกติ
  • โจ๊ก ข้าวต้ม
  • ดื่มนมแม่

mom2hero ได้แนะนำอาหารเพื่อลูกสำหรับคุณแม่คนเก่ง "อาหารสำหรับเด็กท้องผูกและท้องเสีย" นั้นเตรียมไม่ยากค่ะ เน้นความสะอาดด้วยนะคะ

ทำอย่างไรไม่ให้ลูกเบื่ออาหาร




mom2hero ขอแนะนำเรื่อง "ทำอย่างไรไม่ให้ลูกเบื่ออาหาร"

สำหรับคุณแม่คนเก่งนั้น อาหารเพื่อลูก ทารกช่วงอายุ 4 เดือนขึ้นไปแล้ว เป็นช่วงสำคัญมากเนื่องจากเป็นระยะที่เปลี่ยนจากการกินอาหารเหลวมาเป็นอาหารที่หยาบกว่าเดิม เป็นช่วงที่ควรฝึกหัดนิสัยการกินให้เด็กเพิ่มเสริมพฤติกรรมการกินที่ดี เมื่อเด็กโตขึ้นบางครั้งอาจจะเบื่ออาหาร ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ และมีข้อเสนอแนะดังนี้

  • ควรให้อาหารที่มีลักษณะละเอียดหรือว่าหยาบให้เหมาะสมกับวัย เช่น การให้ข้าวตุ๋นที่เนื้อละเอียดเกินไปอาจทำให้เด็กเบื่ออาหาร เมื่อเด็กโตขึ้นพอที่เคี้ยวอาหารได้ก็ควรเปลี่ยนเป็นข้าวที่แห้งขึ้น
  • ควรหาวิธีให้เด็กคุ้นเคยต่อรสชาติของอาหาร เช่น เมื่อถึงวัยที่เด็กมีพัฒนาการชอบที่จะหยิบจับของใส่ปาก ควรหาอาหารที่ไม่เหนียว หรือว่าแข็งจนเกินไป ถือกินเล่นจะช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับกลิ่น และรสชาติของอาหาร
  • ควรรู้จักวิธีการปรับเปลี่ยนอาหารให้หลากหลาย เช่น อาหารผักแทนที่จะเป็นผักล้วนๆ ก็ควรปรุงไปกับอาหารอื่นๆ เช่น ไข่เจียว หรือว่าไข่ตุ๋นใส่ผักสับละเอียด หรือว่าแกงจืดแตงกวายัดไส้หมูบด
  • ส่วนเนื้อสัตว์ก็ควรหัดให้กินแบบที่ไม่เหนียวก่อน เช่น ให้กินเนื้อปลา ตับบด ก่อนที่จะกินพวกเนื้อ หมู ไก่ ตามลำดัับ
  • สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมโดยให้ร่วมโต๊ะอาหารพร้อมผู้ใหญ่ และคุณแม่คนเก่งควรเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการกิน เช่นการกินผัก ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้และปรับตัว นอกจากนี้ควรรู้จักสังเกตและคอยแก้ไขปัญหาให้เด็กจนกว่าเด็กจะโต และรู้จักเลือกรับประทานอาหารของตนเองได้

mom2hero ได้แนะนำวิธี "ทำอย่างไรไม่ให้ลูกเบื่ออาหาร" สำหรับอาหารเพื่อลูกนั้น คุณแม่คนเก่งคงปฏิบัติกันได้ไม่ยากเกินไปนะค่ะ สำหรับลูกน้อยเราจะได้รับประทานอาหารได้มากขึ้นค่ะ

พัฒนาการกินในขวบปีแรก


mom2hero มีวิธีดู "พัฒนาการกินในขวบปีแรก" ให้คุณแม่คนเก่ง ได้สังเกต ในการให้อาหารเพื่อลูกค่ะ

ลูกแรกคลอด คุณหมอจะให้นำมาแนบอกแม่ภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด ให้ลูกได้ดูดนม แม้ว่าบางครั้งแม่จะยังไม่มีน้ำนมหรือมีน้อยมาก ซึ่ีงเป็นหัวน้ำนมที่เป็นภูมิต้านทานของลูก เด็กแรกคลอดจะทำได้แค่ดูดและกลืนจึงยังไม่ต้องให้อาหารอื่นนอกจากนม ต่อเมื่อลูกอายุย่างเข้าเดือนที่ 4 จึงเริ่มให้อาหารอื่น นอกจากทารกเริ่มต้องใช้พลังงาน แร่ธาตุ วิตามินเพิ่ม และในช่วงนี้จะใช้ลิ้นช่วยให้อาหารในปากไปสู่การกลืน ควรเริ่มอาหารทีละอย่าง และทีละน้อยๆ ก่อน 1 ช้อนเล็ก และจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้น เช่น เริ่มด้วยข้าวบดไข่แดงบวกน้ำสุกเพื่อให้เหลว และเปลี่ยนเป็นกล้วยน้ำหว้าสุกบด (ไม่ใช้ไส้) ข้าวบดกับตับ ถ้าทารกปฏิเสธไม่ยอดรับอาหารใดให้เว้นเอาไว้ 3-4วันแล้วกลับมาป้อนใหม่

เมื่อายุได้ 6-7 เดือน
ทารกคุ้นเคยกับอาหารเสริมแล้ว ทารกบางคนเริ่มมีฟัน ดังนั้น อาหารจะมากขึ้น เนื้อสัตว์สับเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ปริมาณอาหารเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ถ้วย หรือว่าแทนนม 1 มื้อ หมุนเวียนอาหารโดยเฉพาะผัก เพื่อฝึการยอมรับรสชาติของผัหลายๆ ชนิด และไม่ปฏิเสธฝักเมื่อโตขึ้น

อายุ 8-12 เดือน ให้อาหารหลัก 2 มื้อ นมอีก 4 มื้อ น้ำหนักตัวประมาณ 7-8 กิโลกรัม เด็กเริ่มหยิบของด้วยมือข้างเดียว ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้ชี้ในการหยิบของ ให้อาหารที่เป็นชิ้นที่นิ่มเมื่อเข้าปาก เช่น ขนมปังขาไก่ ฟักทองต้มเป็นชิ้นๆ ผักต้ม เด็กจะได้ช่วยตัวเองในการหยิบจับอาหารและสนุกับการกิน

อายุ 1-1 ปีครึ่ง อาหาร 3 มื้อ นม 3 มื้อ มีสารอาหารครบเหมือนผู้ใหญ่ โดยอาหารสุกอ่อนนุ่มเป็นชิ้นเล็กๆ ให้เคี้ยวได้ เด็กเริ่มจะใช้ช้อนในการตักเอง แต่ยังหกอยู่ ต้องปล่อยให้เด็กช่วยตัวเองในการตักอาหาร และให้เด็กนั่งโต๊ะในการกินอาหารร่วมกับผู้ใหญ่เพื่อให้เคยๆ ฝึกวินัยช่วงอายุนี้ เด็กสามารถดื่มนม ดื่มน้ำจากถ้วยได้เองแล้ว

เมื่ออายุ 2 ปี น้ำหนักตัวประมาณ 12 กิโลกรัม ตักอาหารกินเอง ถือถ้วยน้ำเองยังหกอยู่บ้าง เริ่มคิดตัดสินใจเอง มีการต่อต้านคำสั่ง แต่ถ้าได้ฝึกให้ลูกกินถูกหลักถูกวิธีตั้งแต่เิริ่มกินได้ ก็จะไม่ยุ่งยาก หรือว่าปฏิเสธในการกินผักให้หนักใจ


mom2hero คงแนะนำคุณแม่คนเก่งที่ให้อาหารเพื่อลูกนั้น ได้รู้จักการ "พัฒนาการกินในขวบปีแรก" อย่าลืมดูแลลูกเป็นพิเศษนะคะ ช่วงนี้พัฒนาการต่างๆ จะเยอะมากค่ะ

วันจันทร์

การให้อาหารที่เหมาะสมสำหรับทารก






mom2hero ขอแนะนำคุณแม่คนเก่ง สำหรับอาหารเพื่อลูก "การให้อาหารที่เหมาะสมสำหรับทารก" นั้นสำคัญมาก

ถึงแม้ว่านมแม่จะเป็นอาหารที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง แต่เมื่อถึงช่วงหนึ่งนมแม่เพียงอย่างเดียวก็ไม่พอสำหรับทารก ดังนั้น อาหารเสริมจึงเป็นสิ่งจำเป็น ช่วงอายุที่เหมาะสมในการให้อาหารเสริมแก่ทารก เริ่มให้ลูกอายุ 4-6 เดือนขึ้นไปเพราะทารกมีความต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากนมแม่



  • อาหารที่เหมาะสมตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 เดือนเต็ม คือนมแม่เพียงอย่างเดียว
  • ทารกอายุครบ 4 เดือนเต็ม ควรให้ข้าวบดใส่ไข่แดงต้มสุก สลับกับตับ กล้วยน้ำหว้าสุกครูด ปริมาณ 1-2 ช้อนชา แล้วค่อยเพิ่มจนถึง 1/2 ถ้วย แล้วให้กินนมแม่ตาม
  • ทารก 5 เดือน ควรเพิ่มปลาต้มสุกและผักต้มเปื่อยปริมาณ 1/2 ถ้วย
  • ทารก 6 เดือน ควรเพิ่มเนื้อสัตว์สับละเอียดและข้าวบดที่หยาบขึ้นประมาณเกือบ 1 ถ้วย
  • ทารก 7 เดือน ควรเพิ่มผลไม้เป็นอาหารว่าง และสามารถให้ไข่ทั้งฟองได้ ปริมาณอาหาร 1 ถ้วย สามารถแทนนมได้ 1 มื้อ
  • ทารก 8-9 เดือน สามารถให้อาหารที่หยาบขึ้นและให้อาหารแทนนมได้ 2 มื้อ
  • ทารก 10-12 เดือน เนื้อสัมผัสของอาหารจะหยาบขึ้นและไม่ต้องบด และให้อาหารแทนนมได้

mom2hereo ได้แนะนำคราวนี้ อาหารเพื่อลูกสำหรับคุณแม่คนเก่งนั้น "การให้อาหารที่เหมาะสมสำหรับทารก" นั้นควรจัดหาให้เหมาะสมตามวัยนะค่ะ

ให้อาหารถูกหลักลูกรักแข็งแรง




mom2hero แนะนำ อาหารเพื่อลูก สำหรับคุณแม่คนเก่ง "ให้อาหารถูกหลักลูกรักแข็งแรง" ให้เหมาะสมตามวัยนะค่ะ

อนาีมัยวัยทารก

"อาหาร" ที่เหมาะสำหรับทารกทั้งชนิดปริมาณ เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนา และการเจริญเติบโตของร่างการและสมอง ทารกเป็นช่วงชีวิตที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การเจริญเติบโตของสมองเกิดขึ้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ 2 ปีซึ่งมีการพัฒนาไปประมาณร้อยละ 80 ของสมองผู้ใหญ่ ดังนั้น อาหารระหว่างแม่ตั้งครรภ์ตลอดจนอาหารทารกหลังคลอด จึงมีความสำคัญอย่างมาก

ไม่มีวัยใดของคนเราที่มีการเจิรญเติบโตอย่างรวดเร็วเท่าวัยทารก ดังนั้นสารอาหารต่างๆ จึงเพิ่มขึ้นด้วยถ้าได้รับสารอาหารต่างๆ ไม่เพียงพอการเจริญเติบโตก็จะหยุดชะงัก ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะให้สารอาหารชนิดต่างๆ จึงมีความจำเป็นเพื่อให้ทารกมีการเจิญเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

สารอาหารสำคัญที่ลูกนน้อยต้องการ
  • พลังงานและโปรตีน ความต้องการพลังงานและโปรตีนเทียบกับน้ำหนักตัวจะเห็นว่าสูงมากกว่าเด็กโตหรือว่าผู้ใหญ่ แหล่งโปรตีนและพลังงานในช่วงแรกเกิดถึง 4 เดือน ที่ดีทีุ่สุดือนมแม่ หลังจากนั้นเพิ่มเติมจากไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ เครื่องวัดความเจริญเติบโตของเซลส์สมอง คือเส้นรอบศรีษะ
  • แร่ธาตุเหล็ก จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดง ทารกอายุ 4-12 เดือน ควรได้รับแร่ธาติเหล็กจากตับ เนื้อสัตว์ ไข่แดง
  • ไอโอดีน ช่วยการทำงานของต่อมไทรอยด์ ไอโอดีนช่วยพัฒนาสมองและการเจริญเติบโตของร่างกาย ใช้เกลือไอโอดีนในการปรุงอาหาร
  • แคลเซียม จำเป็นสำหรับการสร้างกระดูกและฟัน ส่วนใหญ่ได้รับจากนม
  • สังกะสี ช่วยในการเจริญเติบโต สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีมากในอาหารพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ และอาหารทะเล
  • วิตามินเอ มีบทบาทเกี่ยวกับการเจริญเติบโต สร้างเสริมเซลล์และระบบภูมิคุ้มกันช่วยเกี่ยวกับการมองเห็น แหล่งอาหารสำคัญคือ ตับ ไข่แดง ผักใบเขียวเข้ม และผลไม้สีเหลืองแสด

mom2hero ได้แนะนำคุณแม่คนเก่งสำหรับอาหารเพื่อลูก โดย"ให้อาหารถูกหลักลูกรักแข็งแรง" เพื่อสุขภาพลูกให้แข็งแรงนะคะ


อาหารวัยทารก




mom2hero ขอแนะนำคุณแม่คนเก่ง สำหรับอาหารเพื่อลูกนั้นมีความสำคัญมาก

"อาหารวัยทารก"
การที่ทารกและเด็กวัยเรียน จะมีภาวะโภชนาการที่สมบูรณ์ได้นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดูแลด้านโภชนาการและสุขภาพอนามัย ซึ่งหมายถึงทารกจะต้องได้อาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม และเพียงพอต่อการเจริญเติบโต รวมถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ตลอดจนเฝ้าระวังสุขภาพอนามัยอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ

เฉพาะวัยทารกเป็นระยะแรกของชีวิตทีมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าทุกกลุ่มอายุ ทั้งทางด้านร่างกายและสมอง โดยทั่วไปน้ำหนักเด็กอายุ 5 เดือนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของน้ำหนักแรกคลอด หรือเพิ่มประมาณ 3 กิโลกรัม และจะเพิ่มเป็น 3 เท่าเมื่ออายุครบ 1 ปี หรือประมาณ 6 กิโลกรัม

  • เด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 4 เดือน ควรได้รับน้ำนมแม่เพียงอย่างเดียว ซึ่งธรรมชาติได้ปรุงแต่งให้สะอาด เหมาะสม มีคุณค่าเพียงพอสำหรับเด็กทุกคน ไม่มีความจำเป็นต้องให้อาหารเสริมอย่างอื่นในระยะนี้ เพราะนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนทั้งโปรตีนและิวิตามิน ไขมัน แร่ธาตุต่างๆ นอกจากนี้ยังมีโคลอสตรัม หรือหัวน้ำนมในช่วงแรกหลังคลอด ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน โรคให้ทารกได้อย่างดีและยังช่วยระบาย "ขี้เทา" ซึ่งค้างอยู่ในลำไส้ตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในท้อง มีฮอร์โมนและสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมองและอวัยวะอื่นๆ ทำให้ร่างกายและสมองของลูกพัฒนาอย่างสมบูรณ์ขึ้นและมีผลต่อการพัฒนาระดับสติปัญญา การให้อาหารอื่นนอกจากนมแม่ก่อนลูกอายุได้ 4 เดือนนั้นจะมีผลเสีย ต่อทารกมากมาย เช่นทำให้ทารกท้องอืด เนื่องจากกระเพาะยังไม่พร้อมที่จะรับอาหารอื่น ที่สำคัญทำให้ ทารกอิ่มจนกินนมแม่ได้น้อยกว่าปกติ เป็นผลทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารน้อยกว่าที่ควร
  • ในระยะที่ลูกมีอายุ ตั้งแต่ 3-4 เดือนขึ้นไป การทำงานของระบบทางเดินอาหารรวมทั้งน้ำย่อยต่างๆ จะพัฒนามากขึ้นตามอายุ เพื่อให้สามารถ ย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท โปรตีน ไขมัน และสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในร่างกายให้ได้มากที่สุด
  • อาหารของทารกวัย 4 เดือนขึ้นไป คือ นมแม่ ข้าวบดไข่แดงต้มสุก ผสมกับน้ำแกงจืด วันละ 1 ครั้ง แล้วกินนมแม่ตามอีกจนอิ่ม
  • อาหารของทารกวัย 5 เดือน คือนมแม่ เพิ่มข้าวบดเนื้อปลาสุกสลับกับไข่แดงต้มสุก ผสมน้ำแกงจืดวันละ 1 ครั้ง แล้วกินนมแม่ตามจนอิ่ม
  • อายุครบ 6 เดือน กินนมแม่ ข้าวบดเนื้อปลาสุกหรือไข่แดงต้มสุก ผสมน้ำแงจืด โดยเพิ่มผักสุกบุดด้วยทุกครั้ง แทนนมแม่ 1 มื้อ มีผลไม้่สุกนิ่มๆ เช่นมะละกอสุก เป็นอาหารว่าง 1 มื้อ
  • อายุครบ 7 เดือน นอกจากกินนมแม่แล้ว ต้องเพิ่มเนื้อสัตว์สุกบดชนิดอื่นๆ เช่น ไำ่ก่ ตับสัตว์สุกบด หรือทั้งไข่แดง และไข่ขาวต้มสุกบดในข้าวและผักบดสลับกับอาหารที่เคยให้เมื่ออายุครบ 6 เดือน มีผลไม้เป็นอาหารว่าง 1 มื้อ
  • อายุ 8-9 เดือน ก็กินอาหารเช่นเดียวกับอายุครบ 7 เดือน แต่บดให้หยายและเพิ่มปริมาณมากขึ้นเป็นอาหารหลัก แทนนมแม่ได้ 2 มื้อ มีผลไม้เป็นอาหารว่าง 1 มื้อ
  • อายุครบ 10-12 เดือน กินอาหารเช่นเดียวกับเด็ก 8-9 เดือน แต่เพิ่มปริมาณให้มากขึ้นเป็นอาหารหลักแทนนมแม่ได้ 3 มื้อ มีผลไม้เป็นอาหารว่าง 1 มื้อ

ในระยะที่ทารกได้รับอาหารเพิ่มเติมเติบโตตามวัย และค่อยๆ กินอาหารทดแทนนมแม่ไปทีละมื้อนั้นมีความสำคัญมาก เพราะลูกอาจจะยังไม่คุ้นกับอาหารใหม่ "อาหารวัยทารก"จึงได้เริ่มให้ตั้งแต่อายุครบ 4 เดือนขึ้นไป เมื่ออายุ 6 เดือน จะได้กินแทนนมแม่ได้ 1 มื้อ เต็มที่ ในระยะ 4-5 เดือนอาจกินได้ไม่เต็มที่ จึงได้แนะนำให้กินนมแม่ต่อจนอิ่ม ช่วง 6 เดือน- 1 ปี สมัยก่อนเรียกหย่านม ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าอดนม แต่จริงๆๆ แล้วเพียงเปลี่ยนการกินนมเป็นอาหารเสริมแทนที่จะเป็นอาหารหลัก คุณแม่คนเก่งจึงควรเอาใจใส่ในการให้อาหารเพื่อลูกตามวัยในระยะนี้ให้มาก


วันพุธ

9 สารอาหารเพื่อลูกน้อย



mom2heroแนะนำอาหารเพื่อลูกที่สำคัญมาก "9 สารอาหารเพื่อลูกน้อย" สำหรับคุณแม่คนเก่งที่ต้องเตรียมให้ครบนะค่ะ



9 สารอาหารที่สำคัญสำหรับลูกน้อย ทานให้ครบหรือให้ได้ทุกวันวันละนิดหน่อยก็ยังดีนะค่ะ หาไม่ยากเลยค่ะ อยู่ใกล้ๆๆตัวนี่เอง คงไม่ยากเกินไปนะค่ะสำหรับคนที่เรารัก









  • คาร์โบ ไฮเดรต : ให้พลัง วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร โดยที่ร่างกายลูกต้องการมากถึงครึ่งหนึ่งของสารอาหารที่ต้องการทั้งหมดในหนึ่งวัน ....พบมากใน ข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ซีเรียล ถั่ว มะเขือ นม
  • โปรตีน : ช่วงสร้างเนื้อเยื่อของร่างกายและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างและชดเชยเอนไซม์ที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ....พบมากใน เนื้อสัตว์ ปลา ถั่ว ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม
  • ไขมัน : ให้แคลลอรี่สูง กรดไขมันและวิตามินที่จำเป็น ...พบมากใน น้ำมัน ไขมัน ครีม เนย นม
  • แคลเซียม : ช่วยสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยให้เลือดเกาะตัวรวมกันดี ...พบมากใน นม โยเกิร์ต เนย ไข่แดง ผักใบเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแห้ง
  • ธาตุเหล็ก : ช่วยสร้างเลือดและให้ออกซิเจนในเลือด พบมากใน ตับ เนื้อแดง เนื้อสัตว์ปีก กุ้ง ปู หอย ธัญพืช
  • วิตามิน A : ช่วยให้สายตาและผิวแข็งแรง ...พบมากใน น้ำมันตับปลา นม ไข่แดง แคร์รอต บวบ ผักขม บร๊อกโคลี กะหล่ำปลี
  • วิตามิน C : ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ช่วยสร้างคอลลาเจนและรับภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ....พบมากใน ผัก ผลไม้ ประเภทมะนาว ส้ม สตอร์เบอรี่ มะเขือเทศ แตงโม มะละกอ มะม่วง ฝรั่ง ผักขม กะหล่ำดอก
  • วิตามิน D : ทำงานร่วมกับแคลเซียมในการสร้างกระดูกให้แข็งแรงสมบูรณ์ พบมากใน แสงแดด นม เนย โยเกิร์ต น้ำมันตับปลา ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน
  • วิตามิน E : ช่วยรักษาเลือด กล้ามเนื้อและตับ ....พบมากในน้ำมันพืช ไ่ข่ เนื้อสัตว์ ปลา ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง

mom2hero ได้แนะนำอาหารเพื่อลูำก "9 สารอาหารเพื่อลูกน้อย" ไปแล้วนั้น คุณแม่คนเก่งต้องเตรียมพร้อมนะค่ะ ให้ลูกน้อยได้สารอาหารที่มีประโยชน์ใ้ห้ครบนะคะ่



วันอาทิตย์

อาหารเพื่อลูก

อาหารเพื่อลูก


















ผู้ติดตาม